Play

การดูแลคุณภาพอากาศ

เยี่ยมชมโครงการ


การดูแลคุณภาพอากาศ

พันธกิจของ กฟผ. ไม่ได้มีเพียงการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าแต่ยังให้ความสําคัญกับการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่าง ต่อเนื่อง พร้อมนำนวัตกรรมเพื่อ
สิ่งแวดล้อมมาสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า อาทิ ระบบพยากรณ์ลม รวมทั้งการสนับสนุนโครงการวิจัยเพื่อหาต้นตอปัญหาคุณภาพอากาศที่กำลังกระทบวิถีชีวิตของคนไทย หวังให้เกิดคุณภาพอากาศที่ดี เพื่อสานต่อลมหายใจที่บริสุทธิ์ของประชาชนในเขตนครหลวง เป็นลมหายใจแห่งอนาคต Breathe our Future ที่ทุกคนต้องรวมพลังดูแลสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นตลอดไป

เกม อากาศดี ๆ ที่เลือกได้

ต้นตอของฝุ่นจิ๋ว PM2.5 เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งในแต่ละภาคของประเทศไทยนั้น ก็มีสาเหตุที่แตกต่างกันไปจะมีสาเหตุอะไรบ้าง และเราสามารถช่วยกันลดต้นตอนี้ได้อย่างไร ตามมาดูกัน

การทดสอบเดินเครื่องกังหันก๊าซ

(First Fire)

กฟผ. ทดสอบเดินเครื่องครั้งแรก โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกงทดแทน 1-2

โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าทดแทนโรงไฟฟ้าบางปะกง เครื่องที่ 1-2 สร้างขึ้นเพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง เครื่องที่ 1-2 เดิมที่ปลดออกจากระบบไปแล้ว เนื่องจากหมดอายุการใช้งาน โดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก และใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสำรอง ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 1,450 เมกะวัตต์ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในเขตนครหลวงตอนล่าง

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 โครงการ ฯ ได้ทดสอบการเริ่มต้นสตาร์ทเครื่องยนต์กังหันก๊าซ (First Fire) พร้อมกำหนดมาตรการอย่าง
รอบด้าน เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า เนื่องจากในการทดสอบการเดินเครื่องจะเกิดควัน และกลิ่นจาก
สารเคลือบกันสนิมท่อภายในหม้อไอน้ำที่ได้รับอุณหภูมิสูงซึ่งจะเกิดเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เมื่อสารเคลือบกันสนิมถูกกำจัดหมด ก็จะไม่เกิดควัน และกลิ่น

  • ชี้แจงหน่วยงานราชการหน่วยงานท้องถิ่น และชุมชนรอบ
    โครงการฯเพื่อสร้างความเข้าใจขั้นตอนการทดสอบ และมาตรการด้านความปลอดภัย และเปิดโอกาสให้หน่วยงาน และชุมชนร่วมสังเกตการณ์ระหว่างการทดสอบ
  • นำระบบพยากรณ์ลม (Air Quality Automated-program for Decision-making Support: AR-QADS) มาสนับสนุนในการหาช่วงเวลาที่ทิศทางลม และสภาพบรรยากาศมีความเหมาะสมต่อการทดสอบมากที่สุด

การทดสอบการเดินเครื่องกังหันก๊าซ (First Fire) สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และจากมาตรการต่าง ๆ ที่โครงการฯ ดำเนินการอย่างเคร่งครัด จึงไม่ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้า

ระบบพยากรณ์ลม AR-QADS

คุณภาพอากาศเป็นปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอย่างหนึ่งที่ได้รับความใส่ใจมาก ทาง กฟผ. จึงได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศเพื่อการดูแลรักษาคุณภาพอากาศของพื้นที่ชุมชนรอบโรงไฟฟ้า และเหมืองของ กฟผ. ที่มีชื่อว่าระบบพยากรณ์ลม หรือ "AR-QADS (AiR Quality Automated-program for Decision-making Support) เป็นระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า และเหมืองของ กฟผ. ระบบประกอบด้วยการพยากรณ์ข้อมูลลม และสภาพอากาศ และระบบพยากรณ์ระดับความเข้มข้นของมวลสาร ทั้งนี้ระบบมีการพยากรณ์ข้อมูลสำคัญ
ต่าง ๆ แบบรายชั่วโมงล่วงหน้า 7 วัน ด้วยแบบจำลองคณิตศาสตร์ บนระบบคลัสเตอร์คอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง"

ซึ่งปัจจุบันสามารถพยากรณ์ข้อมูลลมรายชั่วโมง และสภาพอุตุนิยมวิทยา ครอบคลุมพื้นที่โรงไฟฟ้าของ กฟผ. และพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งสิ้น 7 แห่ง 9 บริเวณ ได้แก่

พื้นที่รอบโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

พื้นที่รอบบริเวณอ่างพักน้ำตอนบน
ของโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา

พื้นที่คาบสมุทรอินโดจีน

พื้นที่รอบโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ

พื้นที่รอบโรงไฟฟ้าบางปะกง

พื้นที่อำเภอเทพา
จังหวัดสงขลาและเส้นทางการเดินเรือ

พื้นที่รองโรงไฟฟ้ากระบี่
และเส้นทางเดินเรือโรงไฟฟ้ากระบี่

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ทั่วโลก และประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น และปัญหาไฟป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากอุณภูมิที่สูงขึ้น
ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชน
กฟผ. ตระหนัก และให้ความสําคัญกับการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพอากาศผ่านกระบวนการทำงานที่มีมาตรฐาน และส่งเสริมการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนา
และนำนวัตกรรมมาใช้ เช่นการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศในกระบวนการผลิตไฟฟ้า การผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การทดสอบประสิทธิภาพ และออกฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ให้แก่ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
การปลูก และรักษาป่า และการผนึกกำลังพันธมิตรจัดทำแอปพลิเคชั่น รวมถึงการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ ตลอดจนการส่งต่อความรู้ด้านพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสู่สังคมผ่านห้องเรียนสีเขียว และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ซึ่งเปิดให้บริการกระจายอยู่ 6 แห่งทั่วประเทศไทย

ภายใต้การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม กฟผ. ได้กำหนดแผนการจัดการพลังงาน และสิ่งแวดล้อมทางอากาศของ กฟผ. (EGAT Air TIME) ที่มีเป้าหมายในการจัดการปัญหาด้านคุณภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Air Quality & Climate Change) ดังนั้นเพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกัน และลดปัญหามลภาวะทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และสิ่งแวดล้อมของประเทศ อีกทั้งเพื่อสนองนโยบายภาครัฐที่ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหามลภาวะฝุ่นละอองทางอากาศเป็นวาระแห่งชาติ และเป้าหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP21) กฟผ. จึงได้เดินหน้าพร้อมจับมือหน่วยงานพันธมิตรร่วมบูรณาการดำเนินงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในการดูแลคุณภาพอากาศ ร่วมสร้างคุณภาพอากาศที่ดีให้กับคนไทย อันจะนำไปสู่ผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้างต่อไป

EGAT Air TIME เป็นการบูรณาการและวางรูปแบบการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูแล รักษา บริหารจัดการคุณภาพอากาศของ กฟผ. ทั้งในลักษณะ CSR in process และในลักษณะ CSR after process ผ่านแนวคิดการดำเนินงานใน 4 มิติ (T-I-M-E) ประกอบด้วย

EGAT Air TIME

T-I-M-E

Breathe our Future

Challenge EGAT
ลด ละ รอด ปลอดฝุ่น

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่ทั่วโลก และประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ที่เพิ่มปริมาณมากขึ้น และปัญหาไฟป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากอุณภูมิที่สูงขึ้น
ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และสุขภาพของประชาชน
กฟผ. ตระหนัก และให้ความสําคัญกับการดูแลสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพอากาศผ่านกระบวนการทำงานที่มีมาตรฐาน และส่งเสริมการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนา
และนำนวัตกรรมมาใช้ เช่นการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศในกระบวนการผลิตไฟฟ้า การผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การทดสอบประสิทธิภาพ และออกฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ให้แก่ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้า
การปลูก และรักษาป่า และการผนึกกำลังพันธมิตรจัดทำแอปพลิเคชั่น รวมถึงการติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ ตลอดจนการส่งต่อความรู้ด้านพลังงาน และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสู่สังคมผ่านห้องเรียนสีเขียว และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ซึ่งเปิดให้บริการกระจายอยู่ 6 แห่งทั่วประเทศไทย

ภายใต้การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม กฟผ. ได้กำหนดแผนการจัดการพลังงาน และสิ่งแวดล้อมทางอากาศของ กฟผ. (EGAT Air TIME) ที่มีเป้าหมายในการจัดการปัญหาด้านคุณภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Air Quality & Climate Change) ดังนั้นเพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกัน และลดปัญหามลภาวะทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน และสิ่งแวดล้อมของประเทศ อีกทั้งเพื่อสนองนโยบายภาครัฐที่ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหามลภาวะฝุ่นละอองทางอากาศเป็นวาระแห่งชาติ และเป้าหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP21) กฟผ. จึงได้เดินหน้าพร้อมจับมือหน่วยงานพันธมิตรร่วมบูรณาการดำเนินงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรมควบคุมมลพิษ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในการดูแลคุณภาพอากาศ ร่วมสร้างคุณภาพอากาศที่ดีให้กับคนไทย อันจะนำไปสู่ผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้างต่อไป

EGAT Air TIME เป็นการบูรณาการและวางรูปแบบการดำเนินงานโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูแล รักษา บริหารจัดการคุณภาพอากาศของ กฟผ. ทั้งในลักษณะ CSR in process และในลักษณะ CSR after process ผ่านแนวคิดการดำเนินงานใน 4 มิติ (T-I-M-E) ประกอบด้วย

พิธีประกาศเจตนารมณ์การจัดการพลังงาน คุณภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อม "Breathe our Future รวมพลังเพื่อลมหายใจแห่งอนาคต"
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 ณ ห้องออดิทอเรียม อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

กฟผ. กับสิ่งแวดล้อมและต้นตอ
ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 รอบโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ

กฟผ. กับสิ่งแวดล้อมและต้นตอ
ฝุ่นจิ๋ว PM2.5 รอบโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ

ถ้าพูดถึงโรงไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่ใกล้พื้นที่เมืองหลวง ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก
โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี ที่เริ่มเดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ชาวกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 การที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืนนั้น ย่อมต้องมีมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อมที่ดีเยี่ยม 

นอกจาก กฟผ. มีหน้าที่สร้างความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับประเทศแล้ว ยังมีพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนที่อาศัยอยู่รอบโรงไฟฟ้าอีกด้วย ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ
มีโรงไฟฟ้าจำนวน 2 ชุดด้วยกัน ขณะที่ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2018 Revision 1 ได้กำหนดให้มีโครงการโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (ส่วนเพิ่ม)

ดังนั้นการดูแลสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าจึงมีส่วนสำคัญต่อการอาศัยอยู่ร่วมกับคนในชุมชน โดยโรงไฟฟ้าพระนครเหนือมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างเข้มงวดใน 2 ลักษณะไปพร้อมกัน ประกอบด้วย

  1. การตรวจวัดจากปล่องโรงไฟฟ้า (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) เพื่อตรวจวัดสารประกอบที่ส่ง
    ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เช่น ไนโตรเจนออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์
  2. การตรวจวัดพื้นที่โดยรอบบริเวณพื้นที่โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (Ambient Air Quality Monitoring)
หากพบว่ามีค่าเกินมาตรฐาน หรือแนวโน้มเปลี่ยนแปลงที่สูงขึ้น ทางโรงไฟฟ้าจะดำเนินการตรวจสอบ และแก้ไขทันที นอกจากนี้เพื่อให้ชุมชนได้ทราบกระบวนการผลิตไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โรงไฟฟ้าพระนครเหนือได้ติดตั้งจอแสดงผลตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณทางเข้าโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และบริเวณถนนบางกรวย-ไทรน้อย ให้ชุมชนได้รับทราบข้อมูลแบบ real time
ทั้งนี้ ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ (อสค.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. ได้ริเริ่มนำนวัตกรรมระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ของ กฟผ. (AR-QADS หรือ AiR Quality Automated-program for Decision-making Support) ซึ่งช่วยยกระดับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะคุณภาพอากาศ ทั้งในเชิงรุก และการป้องกันปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ (อสค.) จับมือร่วมกับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (อฟน.) เดินหน้าสนับสนุน
งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงการค้นหาต้นตอที่แท้จริงของฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จึงผลักดันให้มีการสนับสนุนทุนวิจัย กฟผ. แก่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในการวิจัยโครงการการสำรวจมลสารทางอากาศการจำแนกแหล่งกำเนิดของฝุ่น กรณีศึกษาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เพื่อจัดทำบัญชีการระบายมลสารทางอากาศ และจัดทำฐานข้อมูลค่าปัจจัยการปล่อยมลสารสำหรับโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และพื้นที่ใกล้เคียง รวมไปถึงการศึกษาระดับฝุ่น PM2.5 พร้อมจำแนกแหล่งกำเนิดของฝุ่นในชุมชนใกล้เคียงโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ

โดยมีข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับต้นตอของฝุ่น PM2.5 ซึ่งสามารถแบ่งเป็นแหล่งกำเนิดหลักๆได้ ดังนี้ โดยในพื้นที่ศึกษาโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) นนทบุรี แหล่งกำเนิดกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือฝุ่นจากถนนและยานพาหนะ แหล่งกำเนิดที่มีสัดส่วนรองลงมาได้แก่ คือ แหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาชีวมวล แหล่งกำเนิดฝุ่นจากละอองทะเลและฝุ่นดิน และ แหล่งกำเนิดฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม ตามลำดับ

สำหรับพื้นที่ศึกษาบริเวณมัสยิดรี่ยาดิ๊สสุนัน แหล่งกำเนิดกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือ แหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาชีวมวล รองลงมาได้แก่ แหล่งกำเนิดฝุ่นจากถนนและยานพาหนะ แหล่งกำเนิดฝุ่นจากละอองทะเลและฝุ่นดิน และ แหล่งกำเนิดฝุ่นจากโรงงานอุตสาหกรรม ตามลำดับ